01APT คืออะไร What “APT” means
บ่ายวันที่ 23 ธันวาคม 2015 สองวันก่อนคริสต์มาส ในห้องควบคุมของบริษัทไฟฟ้าแห่งหนึ่งทางตะวันตกของยูเครน เจ้าหน้าที่เห็นเคอร์เซอร์บนจอขยับไปเองเหมือนมีใครจับเมาส์อยู่ แล้วมันก็ไล่กดตัดไฟสถานีย่อยทีละแห่ง ต่อหน้าต่อตาเขา
เหตุการณ์นี้ถูกเล่าซ้ำในรายงานสอบสวนและสื่อทั่วโลก เพราะมันเป็นครั้งแรก ๆ ที่โลกได้เห็นชัด ๆ ว่าการโจมตีทางไซเบอร์ทำให้ไฟในบ้านคนจริง ๆ ดับได้ และที่น่าคิดกว่านั้นคือ ผู้โจมตีไม่ได้เพิ่งเข้ามาในวันนั้น นักวิจัยพบว่าพวกเขาแอบอยู่ในระบบมาหลายเดือน ค่อย ๆ ศึกษาว่าแต่ละปุ่มทำอะไร ก่อนจะเลือกวันลงมือ
นี่แหละคือภาพของสิ่งที่วงการเรียกว่า ภัยคุกคามขั้นสูงแบบฝังตัวนาน (Advanced Persistent Threat หรือ APT) คำนี้ไม่ได้หมายถึงมัลแวร์ตัวใดตัวหนึ่ง แต่หมายถึง ผู้โจมตี ประเภทหนึ่ง คือทีมที่มีทั้งฝีมือ ความอดทน และเจตนาชัดเจน ลองถอดคำทีละตัวดู
FIG 01ถอดคำว่า APT ทีละตัวอักษร
บันทึกเป็นภาพอ่านภาพนี้เป็นข้อความ
- A Advanced (ก้าวหน้า): มีความรู้ เครื่องมือ และทุนสูง ใช้หลายวิธีผสมกัน และเก็บร่องรอยเก่ง
- P Persistent (ฝังตัวนาน): ไม่รีบ มุ่งเป้าเฉพาะ อยู่ในระบบได้เป็นเดือนเป็นปี ถูกไล่ออกก็พยายามกลับเข้ามาใหม่
- T Threat (เป็นภัยจริง): มีทั้งความสามารถและเจตนา ทำงานเป็นทีมที่จัดตั้ง มีคนสั่งการอยู่เบื้องหลัง
มีจุดที่คนมักเข้าใจผิดอยู่ข้อหนึ่ง “ขั้นสูง” ไม่ได้แปลว่าทุกขั้นต้องใช้ของล้ำ ๆ เสมอไป กลุ่ม APT หลายกลุ่มเริ่มจากอีเมลหลอกธรรมดา หรือช่องโหว่เก่าที่มีแพตช์มาเป็นปีแล้ว ความ “ขั้นสูง” อยู่ที่ การวางแผนทั้งกระบวน มากกว่า คือรู้ว่าอยากได้อะไร เลือกประตูที่เปิดง่ายที่สุด แล้วค่อย ๆ เดินไปถึงเป้าโดยไม่ให้ใครรู้ตัว
ข่าวดีซ่อนอยู่ในประโยคนั้นเอง ถ้าประตูแรกมักเป็นเรื่องพื้นฐาน การปิดประตูพื้นฐานให้ดีก็ทำให้งานของพวกเขายากขึ้นมากแล้ว
- ศัพท์น่ารู้: ผู้โจมตี (Threat actor) และกลุ่ม APT
- Threat actor คือ “ใคร” ที่อยู่เบื้องหลังการโจมตี จะเป็นคนเดียว แก๊ง หรือหน่วยงานก็ได้ ส่วนกลุ่ม APT คือ threat actor ที่นักวิจัยติดตามมาต่อเนื่อง เห็นรูปแบบการทำงานซ้ำ ๆ จนจัดเป็นกลุ่มเดียวกันได้ และมักถูกเชื่อมโยงกับรัฐใดรัฐหนึ่ง
02ต่างจากอาชญากรฉวยโอกาสอย่างไร APT vs opportunistic crime
ลองนึกภาพหมู่บ้านจัดสรรสักแห่ง ขโมยแบบแรกเดินไล่บิดลูกบิดประตูทุกหลังในซอยตอนตีสาม หลังไหนลืมล็อก ก็เข้าไปหยิบของแล้วรีบออก มันไม่สนใจว่าเป็นบ้านใคร ขอแค่เข้าได้ง่ายและได้ของคุ้มเวลา
ขโมยแบบที่สองต่างออกไปลิบลับ มันเช่าห้องฝั่งตรงข้ามบ้านหลังเดียวที่มันสนใจ เฝ้าดูเป็นเดือนว่าใครเข้าออกกี่โมง รปภ.เปลี่ยนกะตอนไหน แม่บ้านใช้กุญแจสำรองดอกไหน แล้วเมื่อได้เข้าไปแล้ว มันก็ไม่รีบออก มันอยู่ต่อ ฟัง ดู และจดทุกอย่าง
แบบแรกคือ อาชญากรฉวยโอกาส (opportunistic) ซึ่งเป็นภัยส่วนใหญ่ที่คนทั่วไปเจอ เช่นฟิชชิงหว่านแหหรือแรนซัมแวร์ที่ยิงหาเครื่องที่ไม่อัปเดต ส่วนแบบที่สองคือหน้าตาของ APT ที่ เลือกเป้าแบบเจาะจง (targeted)
FIG 02APT ที่รัฐหนุนหลัง เทียบกับอาชญากรฉวยโอกาส
บันทึกเป็นภาพอ่านภาพนี้เป็นข้อความ
| ด้าน | APT ที่ถูกระบุว่ารัฐหนุนหลัง | อาชญากรฉวยโอกาส |
|---|---|---|
| แรงจูงใจ | เป้าหมายของรัฐ: ข่าวกรอง ก่อกวน กดดันทางการเมือง (บางกลุ่มหาเงินให้รัฐด้วย) | เงินเป็นหลัก |
| การเลือกเหยื่อ | เลือกเจาะจง: รัฐบาล กองทัพ โครงสร้างพื้นฐาน บริษัทยุทธศาสตร์ | ฉวยโอกาส ใครเปิดช่องไว้ก็โดน |
| ความอดทน | รอได้เป็นเดือนเป็นปี เน้นอยู่เงียบ ๆ | เน้นเร็วและคุ้ม ได้เงินแล้วไป |
| ทุนและคน | ทีมใหญ่ มีงบ มีเวลา ได้แรงหนุนจากรัฐ | ต่างกันมาก ตั้งแต่คนเดียวถึงแก๊งใหญ่ |
ความต่างนี้สำคัญกับฝ่ายป้องกันมาก เพราะมันเปลี่ยนคำถามที่เราต้องถาม สำหรับอาชญากรฉวยโอกาส คำถามคือ “เราล็อกประตูแน่นกว่าบ้านข้าง ๆ หรือยัง” ถ้าแน่นกว่า มันมักจะข้ามไปหาบ้านที่ง่ายกว่า แต่สำหรับ APT คำถามเปลี่ยนเป็น “ถ้าเขาตั้งใจจะเข้าให้ได้ เราจะ รู้ตัวเร็วแค่ไหน และ จำกัดความเสียหาย ได้แค่ไหน” เพราะทีมที่มีเวลาไม่จำกัด สุดท้ายมักหาทางเข้าเจอสักทาง
นี่คือเหตุผลที่องค์กรซึ่งอาจตกเป็นเป้าของ APT ลงทุนกับการตรวจจับและการรับมือ ไม่ใช่แค่การป้องกันชั้นนอก แต่สำหรับคนทั่วไป ไม่ต้องตื่นตระหนก ภัยที่เราเจอบ่อยที่สุดยังเป็นแบบฉวยโอกาส ซึ่งกันได้ด้วยนิสัยพื้นฐานที่เรียนกันมาตลอดหลักสูตร และที่น่าคิดคือ นิสัยเดียวกันนั้นก็ทำให้เราไม่กลายเป็น “ประตูหลัง” ที่ APT ใช้เดินเข้าองค์กรที่เราทำงานอยู่ด้วย
- ศัพท์น่ารู้: รัฐหนุนหลัง (State-sponsored / State-backed)
- ใช้เรียกกลุ่มที่นักวิจัยหรือรัฐบาลประเมินว่าทำงานให้ ทำงานร่วมกับ หรือได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลของประเทศหนึ่ง เป็นข้อสรุปจากการสืบสวน ไม่ใช่สิ่งที่ประเทศนั้นยอมรับ ส่วนใหญ่ประเทศที่ถูกกล่าวหาจะปฏิเสธ
03ใครทำ? ศิลปะของการระบุตัวผู้โจมตี Attribution
ในโลกจริง ขโมยทิ้งรอยนิ้วมือ ในโลกไซเบอร์ ผู้โจมตีทิ้ง “รอย” เหมือนกัน แต่รอยพวกนั้นปลอมได้ ยืมได้ และลบได้ การบอกว่าการโจมตีครั้งหนึ่งเป็นฝีมือใคร จึงเป็นงานที่ยากและต้องใช้ความระมัดระวังที่สุดงานหนึ่งในวงการ เรียกว่า การระบุตัวผู้โจมตี (attribution)
นักวิจัยไม่ได้ตัดสินจากหลักฐานชิ้นเดียว แต่ค่อย ๆ ซ้อนหลักฐานหลายชั้นเข้าด้วยกัน คล้ายนักสืบที่ต่อจิ๊กซอว์ทีละชิ้น หลักฐานที่พบบ่อยแบ่งได้คร่าว ๆ สี่กลุ่ม
- รอยทางเทคนิค: โครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ซ้ำ เช่นเซิร์ฟเวอร์หรือโดเมนที่เคยโผล่ในเหตุการณ์อื่น หรือโค้ดที่คล้ายของเดิมจนเห็นว่ามาจากมือเดียวกัน
- พฤติกรรม: วิธีทำงานซ้ำ ๆ ที่วงการเรียกว่า TTP เหมือนลายมือที่เปลี่ยนยาก ต่อให้เปลี่ยนเครื่องมือ นิสัยการทำงานก็ยังติดมา
- บริบท: ใครได้ประโยชน์ เป้าหมายตรงกับผลประโยชน์ของใคร จังหวะเวลาสอดคล้องกับเหตุการณ์การเมืองหรือไม่
- ข่าวกรองที่ไม่เปิดเผย: รัฐบาลอาจมีข้อมูลจากหน่วยข่าวกรองที่สาธารณะไม่เห็น ข้อสรุปของรัฐบาลจึงบางครั้งมั่นใจกว่าที่หลักฐานสาธารณะรองรับได้
เพราะไม่มีหลักฐานชิ้นไหนชี้ขาดได้เอง รายงานที่ดีจึงบอก ระดับความมั่นใจ ไว้เสมอ เช่นมั่นใจต่ำ ปานกลาง หรือสูง และเราในฐานะผู้อ่านก็ควรอ่านให้เป็น ประโยคแบบ “นักวิจัยประเมินว่า…” หรือ “รัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า…” ไม่เท่ากับคำตัดสินของศาล บทนี้จึงใช้ภาษาแบบนั้นตลอด เพราะนั่นคือสิ่งที่เรารู้ได้จริง
ความยุ่งอีกเรื่องคือ ชื่อ บริษัทความปลอดภัยแต่ละแห่งติดตามกลุ่มเดียวกันจากข้อมูลคนละชุด จึงตั้งชื่อเรียกของตัวเอง กลุ่มที่สื่อเรียกว่า Sandworm จึงมีชื่ออื่นอีกเพียบ ตัวอย่างเช่น Microsoft ตั้งชื่อตามสภาพอากาศ โดยใช้ “Blizzard” กับกลุ่มที่โยงกับรัสเซีย และ “Sleet” กับกลุ่มที่โยงกับเกาหลีเหนือ ขณะที่ Mandiant ใช้ตัวเลข APT ตามลำดับ
FIG 03กลุ่มเดียว ชื่อเรียกหลายชื่อ: ตัวอย่างจาก Sandworm
บันทึกเป็นภาพอ่านภาพนี้เป็นข้อความ
ผู้โจมตีกลุ่มเดียวถูกเรียกต่างกันตามผู้ตั้งชื่อ ได้แก่ Sandworm (iSight Partners ผู้ตั้งชื่อแรก), APT44 (Mandiant), Seashell Blizzard (Microsoft), Voodoo Bear (CrowdStrike), Iron Viking (Secureworks), ELECTRUM (Dragos) และ TeleBots (ESET)
- ศัพท์น่ารู้: TTP (Tactics, Techniques, Procedures)
- “ลายมือ” ของผู้โจมตี ได้แก่เป้าหมายแต่ละช่วง (tactics) วิธีที่ใช้ไปถึงเป้า (techniques) และขั้นตอนเฉพาะตัวของกลุ่ม (procedures) ฝ่ายป้องกันใช้ TTP ทั้งเพื่อระบุตัว และเพื่อวางระบบตรวจจับ ซึ่งเราเรียนแบบละเอียดในบท กรอบการโจมตี
04แฟ้ม Sandworm Case file: Sandworm
ชื่อ Sandworm มาจากนิยายวิทยาศาสตร์เรื่อง Dune บริษัทข่าวกรองภัย iSight Partners ตั้งชื่อนี้ในปี 2014 หลังพบว่าผู้โจมตีอ้างถึงนิยายเรื่องนี้ในร่องรอยที่ทิ้งไว้ ตั้งแต่นั้นมา กลุ่มนี้กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในโลก ด้วยเหตุผลที่ไม่น่าภูมิใจนัก คือผลงานที่ถูกระบุว่าเป็นของกลุ่มนี้มักเป็นการ ทำลายและก่อกวน มากกว่าการแอบขโมยข้อมูลเงียบ ๆ
รัฐบาลสหรัฐฯ อังกฤษ และพันธมิตรหลายประเทศระบุว่า Sandworm คือหน่วย 74455 ของหน่วยข่าวกรองทหารรัสเซีย (GRU) ส่วนรัสเซียปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านี้มาตลอด ไทม์ไลน์ด้านล่างรวบรวมเฉพาะเหตุการณ์ที่มีรายงานสาธารณะและการระบุตัวจากรัฐบาลหรือนักวิจัยหลายฝ่าย
FIG 04ไทม์ไลน์แฟ้ม Sandworm ตามที่มีรายงานสาธารณะ
บันทึกเป็นภาพอ่านภาพนี้เป็นข้อความ
- ธันวาคม 2015: ผู้ให้บริการไฟฟ้า 3 แห่งทางตะวันตกของยูเครนถูกเจาะ ลูกค้าราว 225,000 รายไม่มีไฟใช้หลายชั่วโมง
- ธันวาคม 2016: สถานีไฟฟ้าแห่งหนึ่งในเคียฟถูกโจมตี ไฟดับราวหนึ่งชั่วโมง
- มิถุนายน 2017: NotPetya มัลแวร์ทำลายข้อมูลที่ปลอมตัวเป็นแรนซัมแวร์ ลามจากยูเครนไปทั่วโลก
- กุมภาพันธ์ 2018: Olympic Destroyer ป่วนระบบไอทีของโอลิมปิกฤดูหนาวพย็องชังช่วงพิธีเปิด
- ตุลาคม 2020: อัยการสหรัฐฯ ตั้งข้อหาเจ้าหน้าที่ GRU หน่วย 74455 หกนาย
- เมษายน 2022: มีความพยายามโจมตีสถานีไฟฟ้าในยูเครนอีกครั้ง CERT-UA และ ESET รายงานว่าสกัดได้ทัน
สิ่งที่ทำให้แฟ้มนี้สำคัญกับวงการ ไม่ใช่แค่ความเสียหาย แต่คือการ ข้ามเส้น เหตุไฟดับปี 2015 และ 2016 แสดงให้เห็นว่าระบบควบคุมทางอุตสาหกรรม เช่นระบบจ่ายไฟ ไม่ได้อยู่นอกสนามรบไซเบอร์อีกต่อไป หลังจากนั้นหน่วยงานด้านพลังงานทั่วโลกต่างหันมาทบทวนว่าเครือข่ายสำนักงานกับเครือข่ายควบคุมของตัวเองแยกกันจริงหรือเปล่า
และเหตุการณ์ปี 2022 ก็มีอีกด้านที่ควรจำ คือครั้งนี้ฝ่ายป้องกันชนะ ทีมรับมือเหตุของยูเครนทำงานร่วมกับบริษัทความปลอดภัยจนตรวจพบและหยุดการโจมตีได้ก่อนไฟจะดับ หลักฐานว่าการเฝ้าระวังและความร่วมมือที่ดีได้ผลจริง แม้คู่ต่อสู้จะเป็นกลุ่มระดับนี้
05แฟ้ม Lazarus Case file: Lazarus
ถ้า Sandworm เป็นภาพของการทำลาย Lazarus ก็เป็นภาพของสิ่งที่แปลกกว่านั้น คือกลุ่มที่นักวิจัยและรัฐบาลหลายประเทศเชื่อมโยงกับรัฐ แต่หลายครั้งมีเป้าหมายเป็น เงิน รัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่ากิจกรรมเหล่านี้เป็นของหน่วยงานที่เชื่อมโยงกับรัฐบาลเกาหลีเหนือ ขณะที่เกาหลีเหนือปฏิเสธและเรียกข้อกล่าวหาว่าเป็นการใส่ร้าย
“Lazarus” ในปัจจุบันจึงใช้กันเหมือนเป็นร่มใหญ่ ครอบหลายทีมย่อยที่บางบริษัทแยกชื่อออกไปอีก เช่นทีมที่เน้นการเงินโดยเฉพาะ หรือทีมที่เน้นวงการคริปโต เวลาอ่านข่าว เราจึงอาจเห็นชื่อย่อยเหล่านี้แทนคำว่า Lazarus ตรง ๆ
FIG 05ไทม์ไลน์แฟ้ม Lazarus ตามที่มีรายงานสาธารณะ
บันทึกเป็นภาพอ่านภาพนี้เป็นข้อความ
- พฤศจิกายน 2014: Sony Pictures ถูกเจาะ ข้อมูลถูกลบและไฟล์ภายในถูกเผยแพร่ ก่อนหนัง The Interview เข้าฉาย
- กุมภาพันธ์ 2016: ธนาคารกลางบังกลาเทศ มีคำสั่งโอนปลอมผ่านเครือข่าย SWIFT เงินหายไปราว 81 ล้านดอลลาร์
- พฤษภาคม 2017: WannaCry แรนซัมแวร์ที่ลามเองไปกว่า 150 ประเทศภายในไม่กี่วัน
- กันยายน 2018: กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ตั้งข้อหาชาวเกาหลีเหนือหนึ่งคน โดยเชื่อมทั้งสามเหตุการณ์ข้างต้นเข้าด้วยกัน
- มีนาคม 2022: Ronin Bridge ถูกขโมยคริปโตมูลค่าราว 620 ล้านดอลลาร์ FBI ระบุว่าเป็นฝีมือ Lazarus
- กุมภาพันธ์ 2025: Bybit ถูกขโมยคริปโตราว 1,500 ล้านดอลลาร์ FBI ระบุว่าเป็นฝีมือเกาหลีเหนือ
เหตุการณ์ Sony ปี 2014 เกิดขึ้นช่วงก่อนหนังตลกที่ล้อผู้นำเกาหลีเหนือจะเข้าฉาย ไฟล์ภายในจำนวนมากถูกปล่อยสู่สาธารณะ และระบบของบริษัทถูกทำลายจนต้องกลับไปใช้วิธีทำงานแบบออฟไลน์อยู่พักใหญ่ FBI ประกาศในเดือนธันวาคมปีนั้นว่าเกาหลีเหนืออยู่เบื้องหลัง ส่วน WannaCry ปี 2017 ที่ระบาดไปถึงโรงพยาบาลในอังกฤษ รัฐบาลสหรัฐฯ และอังกฤษออกมาระบุในปลายปีเดียวกันว่าเป็นฝีมือเกาหลีเหนือเช่นกัน
ช่วงหลัง เป้าหมายขยับมาที่ คริปโต อย่างชัดเจน กรณี Bybit เมื่อกุมภาพันธ์ 2025 ถูกรายงานว่าเป็นการขโมยคริปโตครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา FBI ออกประกาศไม่กี่วันหลังเกิดเหตุ ระบุว่าเป็นฝีมือกลุ่มที่ FBI เรียกว่า TraderTraitor ของเกาหลีเหนือ รายงานข่าวยังเล่าตรงกันว่ากลุ่มเหล่านี้ชอบเริ่มจาก คน เช่นข้อเสนองานปลอมที่ส่งถึงนักพัฒนา หรือการเข้าทางผู้ให้บริการที่เหยื่อไว้ใจ มากกว่าจะพังประตูหน้าตรง ๆ
- ศัพท์น่ารู้: การโจมตีที่มุ่งเงิน (Financially motivated) ของกลุ่มที่รัฐหนุนหลัง
- ปกติเราคิดว่ากลุ่มที่รัฐหนุนหลังมุ่งข่าวกรองหรือการก่อกวน แต่กรณี Lazarus ทำให้เส้นนี้พร่า คณะผู้เชี่ยวชาญของสหประชาชาติรายงานต่อเนื่องหลายปีว่าเงินจากการขโมยทางไซเบอร์เป็นแหล่งรายได้สำคัญของเกาหลีเหนือ องค์กรการเงินและคริปโตจึงต้องคิดเผื่อว่าคู่ต่อสู้อาจมีทรัพยากรระดับรัฐ ไม่ใช่แค่แก๊งโจรทั่วไป
06วงจรการฝังตัวนาน The long-dwell lifecycle
ถึงแต่ละกลุ่มจะมีลายมือต่างกัน แต่ถ้าถอยออกมามองจากระยะไกล การโจมตีแบบ APT ส่วนใหญ่เดินตามโครงคล้าย ๆ กัน นักวิจัยใช้หลายโมเดลอธิบายโครงนี้ เช่น Cyber Kill Chain และ MITRE ATT&CK ซึ่งเราเรียนแบบละเอียดในบท กรอบการโจมตี ส่วนตรงนี้ขอสรุปเป็นห้าขั้นระดับแนวคิด เพื่อให้เห็นภาพรวมก่อน
FIG 06ห้าขั้นของการโจมตีแบบฝังตัวนาน และจุดที่ฝ่ายป้องกันจับได้
บันทึกเป็นภาพอ่านภาพนี้เป็นข้อความ
- ลาดตระเวน (Recon): ผู้โจมตีศึกษาองค์กร คนทำงาน และคู่ค้าที่เชื่อมระบบกัน / ฝ่ายป้องกัน: ลดข้อมูลองค์กรที่เปิดเผยเกินจำเป็น ติดตามข่าวกรองภัย
- เข้าถึงครั้งแรก (Initial access): อีเมลหลอกแบบเจาะจงตัว ช่องโหว่ที่ยังไม่แพตช์ หรือเข้าทางคู่ค้า / ฝ่ายป้องกัน: แพตช์เร็ว เปิด MFA กรองอีเมล
- ตั้งหลักฝังตัว (Persistence): ทิ้งทางกลับเข้ามา ให้อยู่รอดแม้รีบูตหรือเปลี่ยนรหัสผ่าน / ฝ่ายป้องกัน: เฝ้าบัญชีใหม่ งานตั้งเวลา และบริการแปลกหน้า
- ขยายวง (Lateral movement): ไต่สิทธิ์ขึ้นทีละขั้น เดินข้ามเครื่องไปหาเป้าหมายจริง / ฝ่ายป้องกัน: แบ่งโซนเครือข่าย จำกัดสิทธิ์แอดมิน ล่าภัยจาก log
- ลงมือตามภารกิจ (Impact): ขโมยข้อมูล โอนเงิน หรือทำลายระบบ / ฝ่ายป้องกัน: เฝ้าข้อมูลไหลออก มีแผนรับมือ สำรองแบบออฟไลน์
ช่วงตั้งแต่ขั้นที่ 3 ถึงขั้นที่ 5 คือระยะฝังตัว (dwell time) ยิ่งนาน ความเสียหายยิ่งมาก
ขั้นที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ขั้นแรกหรือขั้นสุดท้าย แต่คือ ช่วงกลาง ที่ผู้โจมตีอยู่ในระบบแล้วแต่ยังไม่มีใครรู้ เวลาช่วงนี้วงการเรียกว่า ระยะฝังตัว (dwell time) ระหว่างนั้นเขาเดินดูได้ทั่ว เก็บรหัสผ่านไปเรื่อย ๆ และวางแผนว่าวันลงมือจะทำอะไร เหมือนในเหตุไฟดับที่ยูเครน ที่ผู้โจมตีมีเวลาหลายเดือนเรียนรู้ระบบก่อนกดปุ่มจริง
APT ยังชอบ กลมกลืน มากกว่าจะโดดเด่น หลายกลุ่มใช้บัญชีจริงที่ขโมยมา และใช้เครื่องมือที่ระบบมีอยู่แล้ว ทำให้สิ่งที่เขาทำดูคล้ายงานปกติของแอดมิน วงการเรียกแนวทางนี้ว่า living off the land การจับจึงยากกว่าการไล่หาไฟล์มัลแวร์ที่รู้จักแล้ว ฝ่ายป้องกันต้องมองหา พฤติกรรมที่ผิดที่ผิดเวลา แทน เช่นบัญชีฝ่ายบัญชีที่จู่ ๆ ล็อกอินเข้าเซิร์ฟเวอร์ตอนตีสาม หรือเครื่องที่ส่งข้อมูลก้อนใหญ่ออกไปยังที่ที่ไม่เคยติดต่อมาก่อน
และอย่าลืมตัว P ใน APT ถ้าถูกไล่ออก กลุ่มเหล่านี้มักพยายามกลับเข้ามาใหม่ทางอื่น การรับมือที่ดีจึงไม่จบแค่ “ลบมัลแวร์ออกแล้ว” แต่ต้องหาให้ครบว่าเขาทิ้งทางกลับไว้ที่ไหนบ้าง และปิดช่องที่ใช้เข้ามาตั้งแต่ต้นด้วย
ข่าวดีคือ ตัวเลขภาพรวมขยับไปทางที่ดีขึ้น รายงาน M-Trends ที่ Mandiant ออกทุกปีจากงานสอบสวนเหตุจริง แสดงว่าค่ากลางของระยะฝังตัวลดลงจากหลายร้อยวันเมื่อราวสิบกว่าปีก่อน เหลือระดับสัปดาห์ในรายงานช่วงหลัง ส่วนหนึ่งเพราะองค์กรเก็บ log และมีทีมเฝ้าระวังกันมากขึ้น แปลว่าการลงทุนฝั่งตรวจจับได้ผลจริง
- ศัพท์น่ารู้: ระยะฝังตัว (Dwell time)
- เวลาตั้งแต่ผู้โจมตีเข้ามาในระบบได้ครั้งแรก จนถึงวันที่องค์กรตรวจพบ ยิ่งสั้น ผู้โจมตียิ่งมีเวลาน้อยในการขยายวงและลงมือ เป้าหมายหลักของงานตรวจจับคือย่นเวลานี้ให้สั้นที่สุด
07ทำไมเว็บนี้ใช้ชื่อ Sandworm Lazarus Why we borrow these names
ถึงตรงนี้หลายคนอาจสงสัยว่า ในเมื่อสองกลุ่มนี้ถูกระบุว่าอยู่เบื้องหลังเหตุที่ทำให้ไฟดับ โรงพยาบาลวุ่น และเงินหายไปหลายพันล้าน ทำไมเว็บสอนความปลอดภัยถึงเอาชื่อมาตั้ง
คำตอบตรง ๆ คือ เพื่อเตือนความจำ ไม่ใช่เพื่อยกย่อง ชื่อสองชื่อนี้คือสองหน้าของภัยไซเบอร์ระดับร้ายแรงที่สุดที่โลกเคยเห็น หน้าหนึ่งคือการทำลายโครงสร้างพื้นฐานที่คนธรรมดาพึ่งพาทุกวัน อีกหน้าคือการปล้นเงินแบบเป็นระบบในระดับประเทศ ทุกครั้งที่เห็นชื่อเว็บ เราอยากให้นึกขึ้นได้ว่า สิ่งที่เรียนอยู่ไม่ใช่เกมหรือการประกวดฝีมือ แต่เป็นเรื่องที่ผลกระทบตกอยู่กับคนจริง ๆ
บางคนดูหนังแฮกเกอร์แล้วรู้สึกว่ากลุ่มแบบนี้ “เท่” แต่ถ้าลองนึกถึงคนที่นั่งในบ้านมืด ๆ กลางฤดูหนาวของยูเครน หรือพยาบาลที่ต้องเลื่อนนัดผู้ป่วยเพราะเครื่องในโรงพยาบาลเปิดไม่ได้ช่วง WannaCry ความเท่นั้นก็หายไปหมด เว็บนี้เลือกยืนอีกฝั่งอย่างชัดเจน คือฝั่งคนที่เรียนรู้วิธีคิดของผู้โจมตี เพื่อปิดทางของพวกเขา
ความเชื่อ
“ถ้ากลุ่มระดับรัฐตั้งใจจะเจาะเรา ทำอะไรไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะพวกเขาเก่งเกินกว่าใครจะกันได้”
ความจริง
APT ก็เป็นทีมที่มีงบและเวลาจำกัดเหมือนกัน ทุกขั้นที่เรากันได้หรือจับได้ คือต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและโอกาสที่เขาจะถูกเปิดโปง เหตุการณ์ยูเครนปี 2022 ที่ถูกสกัดได้ทันคือตัวอย่างชัด ๆ เป้าหมายไม่ใช่ “กันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์” แต่คือทำให้เขาเข้ายาก ถูกเห็นเร็ว และไปได้ไม่ไกล
08ฝ่ายป้องกันจับและชะลอ APT อย่างไร Detecting and slowing APTs
สู้กับคู่ต่อสู้ที่อดทน ต้องใช้ความอดทนเหมือนกัน ไม่มีเครื่องมือวิเศษชิ้นเดียวที่กัน APT ได้ สิ่งที่ได้ผลคือ หลายชั้นที่ทำงานร่วมกัน บางชั้นทำให้เข้ายาก บางชั้นทำให้เดินต่อยาก และบางชั้นทำให้ถูกเห็นเร็ว ตารางด้านล่างแสดงว่ามาตรการแต่ละอย่างช่วยในขั้นไหนของวงจรเป็นหลัก
FIG 07มาตรการป้องกัน เทียบกับขั้นของการโจมตีที่ช่วยได้
บันทึกเป็นภาพอ่านภาพนี้เป็นข้อความ
| มาตรการ | เข้าถึง | ตั้งหลัก | ขยายวง | ลงมือ |
|---|---|---|---|---|
| แพตช์และลดช่องโหว่ | มาก | – | บางส่วน | – |
| MFA และสิทธิ์เท่าที่จำเป็น | มาก | บางส่วน | มาก | บางส่วน |
| เก็บ log และเฝ้าระวังโดย SOC | บางส่วน | มาก | มาก | มาก |
| ข่าวกรองภัยคุกคาม | มาก | บางส่วน | บางส่วน | บางส่วน |
| แบ่งโซนเครือข่าย | – | – | มาก | มาก |
| ล่าภัยเชิงรุก | – | มาก | มาก | บางส่วน |
| แผนรับมือและสำรองออฟไลน์ | – | – | บางส่วน | มาก |
ถ้าแปลงตารางเป็นงานที่องค์กรลงมือทำได้จริง จะได้หกเรื่องหลักนี้ เรียงจากพื้นฐานไปหาขั้นสูง
แพตช์ให้เร็ว โดยเฉพาะของที่หันหน้าออกอินเทอร์เน็ต
ประตูแรกของ APT จำนวนมากคือช่องโหว่ที่มีแพตช์แล้วแต่ยังไม่ได้ลง เช่นอุปกรณ์ VPN ไฟร์วอลล์ และเซิร์ฟเวอร์ที่เปิดสู่ภายนอก ทำบัญชีอุปกรณ์ให้ครบ จัดลำดับตามความเสี่ยง และติดตามประกาศช่องโหว่ที่ถูกใช้โจมตีจริงจากหน่วยงานอย่าง CISA ทุกสัปดาห์ เครื่องที่ไม่มีใครรู้ว่ามีอยู่ คือเครื่องที่ไม่มีใครแพตช์
เก็บ log ให้พอ และมีคนดูจริง
จะจับคนที่พยายามกลมกลืนได้ ต้องมีบันทึกให้ย้อนดู ทั้งการล็อกอิน การใช้สิทธิ์แอดมิน การเปลี่ยนแปลงระบบ และการรับส่งข้อมูลในเครือข่าย เก็บไว้นานพอ เพราะ APT อาจอยู่มาก่อนเราเห็นหลายเดือน แล้วรวมไว้ที่ศูนย์กลางให้ทีม SOC เฝ้าดูได้ log ที่เก็บแต่ไม่มีใครเปิด ช่วยได้แค่ตอนชันสูตรหลังเกิดเรื่อง
ใช้ข่าวกรองภัยคุกคาม (threat intelligence)
รายงานสาธารณะจากหน่วยงานรัฐและบริษัทความปลอดภัย บอกว่ากลุ่มที่สนใจอุตสาหกรรมของเรามักเข้าทางไหนและทำอะไรต่อ ฝ่ายป้องกันเอาข้อมูลนี้ไปจัดลำดับว่าควรแพตช์อะไรก่อน และควรเขียนกฎตรวจจับพฤติกรรมแบบไหน ใช้ภาษาเดียวกันผ่านกรอบอย่าง MITRE ATT&CK แล้วจะเทียบได้ว่าระบบของเรามองเห็นเทคนิคไหน และยังตาบอดตรงไหน
แบ่งโซนเครือข่าย และให้สิทธิ์เท่าที่จำเป็น
ถ้าเครื่องในฝ่ายการตลาดเดินไปถึงระบบควบคุมโรงงานหรือระบบโอนเงินได้ตรง ๆ การเจาะเครื่องเดียวก็เท่ากับได้ทั้งองค์กร แยกโซนสำคัญออกจากกัน คุมทางเดินระหว่างโซน แยกบัญชีแอดมินออกจากบัญชีใช้งานประจำวัน และเปิด MFA ที่ทนต่อฟิชชิงให้บัญชีสิทธิ์สูง ทุกกำแพงที่เพิ่มขึ้นคือเวลาที่ผู้โจมตีต้องเสีย และคือโอกาสที่เราจะเห็นเขา
ล่าภัยเชิงรุก (threat hunting)
แทนที่จะรอให้ระบบเตือน นักล่าภัยตั้งสมมติฐานก่อน เช่น “ถ้ามีคนใช้บัญชีแอดมินที่ถูกขโมยมาอยู่ในเครือข่ายเรา เราจะเห็นร่องรอยอะไรใน log” แล้วลงไปค้นหาจริง ถึงไม่เจออะไร ก็มักได้ช่องว่างของการมองเห็นที่ต้องอุด และได้กฎตรวจจับใหม่ไว้ใช้ครั้งต่อไป
ซ้อมแผนรับมือ และเตรียมสำรองที่แยกขาด
วันที่เจอ APT จริง ไม่ใช่วันที่ควรเริ่มคิดว่าใครต้องโทรหาใคร เขียนแผน รับมือเหตุการณ์ ซ้อมเป็นประจำ เตรียมช่องทางสื่อสารสำรองเผื่อระบบหลักถูกยึด และเก็บสำเนาสำรองที่แยกจากเครือข่ายและทดสอบกู้คืนแล้วจริง บทเรียนจาก NotPetya คือองค์กรที่ฟื้นได้เร็ว คือองค์กรที่มีของพวกนี้พร้อมก่อนเกิดเหตุ
อย่าเตือนผู้โจมตีให้รู้ตัวก่อนพร้อม
เมื่อเจอร่องรอย อย่ารีบลบไฟล์หรือรีเซ็ตทีละเครื่องตามอารมณ์ เพราะอาจทำให้เขารู้ตัวแล้วเปลี่ยนทางหนี หรือรีบลงมือทำลาย ให้เก็บหลักฐาน ประเมินขอบเขตให้ครบ แล้วไล่ออกพร้อมกันตามแผน โดยทำงานร่วมกับทีมรับมือเหตุและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
สำหรับเราแต่ละคน บทบาทอาจดูเล็ก แต่สำคัญกว่าที่คิด APT จำนวนมากเริ่มจาก คนหนึ่งคน ในองค์กร คนที่เปิดไฟล์แนบ คนที่ตอบรับข้อเสนองานปลอม หรือคนที่ใช้รหัสผ่านซ้ำกับเว็บที่เคยรั่ว การรายงานอีเมลแปลก ๆ ให้ฝ่ายไอทีแทนที่จะลบทิ้งเงียบ ๆ อาจเป็นสัญญาณแรกที่ทำให้ทั้งองค์กรรอด
- ศัพท์น่ารู้: ล่าภัย (Threat hunting) กับ ข่าวกรองภัยคุกคาม (Threat intelligence)
- ข่าวกรองภัยคุกคามคือข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์แล้วว่าใครกำลังโจมตีใคร ด้วยวิธีไหน ส่วนการล่าภัยคือการเอาความรู้นั้นมาค้นหาเชิงรุกในระบบของเราเอง ว่ามีร่องรอยแบบนั้นซ่อนอยู่หรือเปล่า แทนที่จะรอให้สัญญาณเตือนดังขึ้นเอง
09สรุปให้จำ Recap
แฟ้มของสองกลุ่มนี้ยาวกว่าที่เล่าในบทเดียวมาก แต่ถ้าจำได้แค่หกข้อ ให้จำหกข้อนี้
- APT คือผู้โจมตี ไม่ใช่มัลแวร์ ทีมที่มีฝีมือ เป้าหมาย และความอดทน มักถูกเชื่อมโยงกับรัฐ
- อาชญากรฉวยโอกาสหาบ้านที่ง่าย APT เลือกบ้านก่อน คำถามจึงเปลี่ยนจาก “กันได้ไหม” เป็น “รู้ตัวเร็วแค่ไหน”
- การระบุตัวคือการประเมิน ซ้อนหลักฐานหลายชั้น มีระดับความมั่นใจ และอาจเจอธงปลอม อ่านข่าวด้วยใจเป็นกลาง
- Sandworm = การทำลายโครงสร้างพื้นฐาน, Lazarus = การปล้นเงินระดับรัฐ ตามที่รัฐบาลและนักวิจัยหลายฝ่ายระบุ
- ศัตรูตัวจริงคือระยะฝังตัว ยิ่งเขาอยู่นานโดยไม่มีใครเห็น ความเสียหายยิ่งมาก งานตรวจจับคือย่นเวลานี้
- ป้องกันหลายชั้น แพตช์ MFA log + SOC ข่าวกรองภัย แบ่งโซน ล่าภัย และแผนรับมือที่ซ้อมแล้ว
ลองทบทวนดู
ตัวอักษรไหนใน APT ที่ทำให้มันต่างจากภัยไซเบอร์ทั่วไปมากที่สุด เพราะอะไร
ตัว P (Persistent) เพราะกลุ่ม APT มีเป้าหมายเฉพาะและไม่ยอมไป แอบอยู่ในระบบได้นานเป็นเดือนเป็นปี และถ้าถูกไล่ออกก็พยายามกลับมาใหม่ ต่างจากอาชญากรฉวยโอกาสที่ได้ของแล้วก็ไป
ทำไมข่าวการโจมตีระดับรัฐจึงมักใช้คำว่า “นักวิจัยประเมินว่า” หรือ “รัฐบาลระบุว่า” แทนที่จะฟันธง
เพราะการระบุตัวผู้โจมตีอาศัยการซ้อนหลักฐานหลายชั้น ทั้งรอยทางเทคนิค พฤติกรรม บริบท และข่าวกรอง ซึ่งไม่มีชิ้นไหนชี้ขาดได้เอง และร่องรอยยังปลอมได้ เช่นธงปลอมในกรณี Olympic Destroyer ข้อสรุปจึงเป็นการประเมินพร้อมระดับความมั่นใจ
NotPetya หน้าตาเหมือนแรนซัมแวร์ ทำไมนักวิจัยจึงมองว่าเป้าหมายจริงคือการทำลาย
เพราะข้อมูลที่ถูกทำลายกู้คืนไม่ได้จริงแม้เหยื่อจะจ่ายเงิน ระบบเรียกค่าไถ่จึงเป็นแค่หน้ากาก ผลที่เกิดขึ้นจริงคือระบบขององค์กรจำนวนมากใช้งานไม่ได้
“ระยะฝังตัว (dwell time)” คืออะไร และทำไมฝ่ายป้องกันอยากให้สั้นที่สุด
คือเวลาตั้งแต่ผู้โจมตีเข้ามาได้ครั้งแรกจนองค์กรตรวจพบ ระหว่างนั้นผู้โจมตีขยายวง เก็บรหัสผ่าน และวางแผนลงมือ ยิ่งตรวจพบเร็ว เขายิ่งไปได้ไม่ไกลและความเสียหายยิ่งน้อย
ถ้าองค์กรเปิด MFA ครบทุกบัญชีแล้ว ยังจำเป็นต้องแบ่งโซนเครือข่ายและเก็บ log อีกไหม
จำเป็น MFA ช่วยมากในขั้นเข้าถึงและการใช้บัญชีที่ขโมยมา แต่ผู้โจมตีอาจเข้าทางช่องโหว่หรือคู่ค้าแทน การแบ่งโซนจำกัดว่าเขาไปได้ไกลแค่ไหน และ log ทำให้เรามองเห็นเขา ไม่มีมาตรการไหนครบทุกขั้นด้วยตัวเอง